ไม่แน่ใจว่าจะเรียบเรียงคำพูดออกมาได้ ตามสิ่งที่คิดหรือเปล่าแต่จะพยายามแล้วกัน
ผมเคยวิเคราะห์ตัวเองว่า จริงๆแล้วเรานับถือศาสนาอะไรกันแน่ ผมพบว่า ผมนิยามตัวเองว่าเป็น พุทธแบบอ่อนๆ take limit เข้าใกล้ ไม่มีศาสนา เดี๋ยวจะขยายความให้ฟังว่ามันหมายถึงอะไร
ผมมีแนวทางการใช้ชีวิต อย่างเดียวคือ
ผมอยากทำอะไรผมก็จะทำ ถ้าสิ่งที่ผมจะทำมันไม่ได้ทำให้ ใครๆเดือดร้อน และไม่ผิดกฎหมาย
ผมคิดว่า ศาสนาในระดับต้นๆ คือพวก ศีล5 คือ การสร้างข้อกำหนดที่ทำให้ มนุษย์ใช้ชีวิตได้อย่างปกติไม่ไปเบียดเบียนหรือทำร้ายผู้อื่น โดยใช้ความ “ละอายหรือเกรงกลัวต่อบาป” ส่วนภาคขยายของ ศีลห้า ก็กลายไปเป็น กฎหมายที่มีการบังคับใช้และมี บทลงโทษให้คน “ไม่กล้า” ที่จะทำผิด ตรงนี้ผมยอมรับว่าดีที่มี ศีล5
แต่ในศาสนาระดับลึกๆ คำว่าระดับลึกของผมหมายถึงระดับ ที่ สวดมนต์ นั่งสมาธิ นั่งฌานปฎิบัติต่างๆ หรือการ พยายามไปถึงระดับ ตัดกิเลส นิพพาน นั้นผมมองว่าสำหรับผม ผมว่าไม่จำเป็น ผมมองว่าศาสนาระดับนี้นั้น มันบังคับตัวเรามากเกินไป ผมไม่มีแนวคิดที่ว่า เราต้องไปถึง ระดับ นิพพาน ทุกคนหรือต้อง นั่งสมาธิทุกคน เพราะจุดมุ่งหมายของคนเรามันไม่เหมือนกัน
ผมพอใจกับที่ผมเป็นอยู่และเป้าหมายที่มี ก็น่าจะพอแล้ว ส่วนการมีสมาธิผมมองว่า ตอนผมคิดหรือคำนวณอะไรต่างๆก็เป็นช่วงที่ผมมีสมาธิพออยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงไม่เห็นความสำคัญของการบวช หรืออะไร คนเราเป็นคนดีได้โดยที่ไม่ต้องบวชหรือ บริกรรมคาถาอะไรต่างๆ
มองให้ extreme ไปอีกคือ บางครั้งศาสนาเราขัดแย้งต่อจุดมุ่งหมายของการเป็นสิ่งมีชีวิต คือ เราต้องการจะดำรงเผ่าพันธ์ ต่อไปแต่ ศาสนาพุทธดันไม่ให้มี sex โอเคอาจจะบอกได้ว่า เราก็มีลูกก่อนแล้วค่อยออกบวช ก็ได้ หรือ ผมมองอีกว่า แนวคิดที่ให้ละทิ้งปล่อยวางมันไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไร มันเหมือนบอก เออ ปลงเหอะ อย่าไปพยายามทำอะไรเลย มันเป็นกรรมเก่า หรืออะไรแบบนี้ ผมว่าแนวคิดแบบนี้ เหมาะสำหรับคนนี้ไม่สามารถรับมือ กับการเปลี่ยนแปลง หรือความทุกข์ ความไม่สบายใจได้ คิดมาก วิตกกังวล แต่ผมมองว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาของการเป็น มนุษย์ อยู่แล้ว
หรืออีกพวกนึงคือพวกที่คิดว่า มีโลกหน้า มีนรก สวรรค์ และไม่ต้องการที่จะเวียนว่ายตายเกิด ก็เลยพยายาม ปลง และมุ่งไปหานิพพาน
แต่ก็ยอมรับว่า หลักการหลายๆอย่างใน ศาสนาพุทธ นั้นมันก็ดี อาจจะเป็นเพราะมันเกิดมาจากการที่ เราเฝ้าสังเกตุ ตัวเองแล้วหาเหตุผลมาอธิบาย อารมณ์ ความรู้สึก ตรงนั้นหรือพยายามจะจัดการกับความรู้สึกตรงนั้น อันนี้ผมว่าดี
แต่ในระดับ hardcore อย่างที่พูดไป ผมคิดว่ามันไม่จำเป็นสำหรับผม และคนทุกๆคน
ผมเลยสรุปไปว่าตัวเองเป็น พุทธแบบอ่อนๆ หรืออาจจะเหมาว่าไม่มีศาสนาเลยก็น่าจะได้
ผมไม่รู้จักศาสนาพุทธในระดับ แก่น มากนัก ดังนั้นใน blog นี้อาจจะมีความคิดหรืออะไรที่ผิดพลาด ถ้ามีใครอยากชี้แจง ก็ เชิญนะครับผม
ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ผมอาจจะทำไม่ถูกนัก เพราะผมยังไม่ได้ “ทดลอง” ด้วยตัวเองก่อน ก่อนออกมาพูด ดังนั้นก็ขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วย